ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

Effectiveness of a Health Literacy Promotion Program on Type 2 Diabetes Preventive Behaviors Among Persons at Risk for Type 2 Diabetes in Mueang District, Phuket Province

เมธินี แหล่งหล้าเลิศสกุล นักสาธารณสุขชำนาญการ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต E-mail: mathineel15@gmail.com

บทคัดย่อ

ภูมิหลัง: จังหวัดภูเก็ตมีประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานร้อยละ 35 โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 34.2 มี ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง และแสดงพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมในหลาย ด้าน ได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงร้อยละ 21.94 การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอร้อยละ 31.61 และ การขาดการสนับสนุนทางสังคมร้อยละ 42.5 ดังนั้น การส่งเสริมให้กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสมจึงอาจมีส่วนช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคเบาหวานรายใหม่ได้

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

วิธีการศึกษา: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 148 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 74 คน และกลุ่ม ควบคุม 74 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถาม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และแบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC = 1.0 และตรวจสอบความ เชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ = 0.85 และแบบ ประเมินพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 = 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และ Independent t-test พร้อมคำนวณขนาดอิทธิพล (Cohen’s d)

ผลการศึกษา: พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 19.85 ± 12.97 คะแนน เป็น 45.72 ± 12.50 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นจาก 54.34 ± 13.13 คะแนน เป็น 103.15 ± 19.62 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ขณะที่ ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารลดลงจาก 107.91 ± 7.25 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เป็น 103.70 ± 13.02 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .002) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่ม ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 12.53, p < .001, d = 2.06) และมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 18.30, p < .001, d = 2.98) ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -2.03, p = .044, d = 0.37)

สรุปผลการศึกษา: ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีศักยภาพในการส่งเสริม ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดลงของระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร โดยเฉพาะด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่มีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก สะท้อนถึง ความสำคัญของโปรแกรมทั้งในเชิงสถิติและเชิงปฏิบัติ

คำสำคัญ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2, กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน, โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

ปรับปรุงเมื่อ 15 ชั่วโมง ago


ลิงค์สำหรับนำไปเผยแพร่: https://www.vachiraphuket.go.th/go/w19j