[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคไม่ติดต่อ
เรื่อง : ดูแลอย่างไร? หลังรักษามะเร็งเต้านม

26 เม.ย. 2554 : 10:24


ดูแลอย่างไร? หลังรักษามะเร็งเต้านม
ผศ.พญ.ชลทิพย์ วิรัตกพันธ์ รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเต้านม

     การดูแลสุขภาพเต้านมของตนเอง ไม่ใช่แค่การตรวจเช็กมะเร็งเต้านมประจำปี แต่ยังรวมถึงการดูแลเต้านมภายหลังการรักษามะเร็งเต้านมด้วย

     ในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงดูแลสุขภาพเต้านมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ แพทย์ตรวจเต้านมให้ จนถึงการส่งตรวจแมมโมแกรม ส่งผลให้มีการค้นพบสิ่งผิดปกติในเต้านมมากขึ้น ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจถูกส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจวินิจฉัย ได้แก่ เจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็ม (core needle biopsy) ผ่าตัดนำชิ้นเนื้อตรวจบางส่วน (incisional biopsy) หรือผ่าตัดเอาก้อนออกทั้งหมด (excisional biopsy)
ในกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม ปัจจุบันมีวีธีผ่าตัดรักษาได้หลายวิธี ขึ้นกับรายละเอียดของโรคมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละรายและความต้องการของผู้ป่วยเอง เช่น ผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดเพื่อรักษามะเร็งเต้านม (modified radical mastectomy: MRM) หรือผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งเต้านมโดยตัดเต้านมออกบางส่วน ซึ่งอาจร่วมกับการฉายแสง (breast conservation therapy: BCT)
บทความนี้ขอให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวหลังการทำหัตถการเจาะชิ้นเนื้อหรือผ่าตัดเต้านม อย่างไรก็ตามวิธีปฏิบัติตัวดังกล่าวอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล คุณผู้อ่านควรศึกษาแผ่นพับหรือเอกสารคำแนะนำจากโรงพยาบาลที่ได้รับการรักษา รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลด้วยค่ะ

การดูแลหลังการเจาะชิ้นเนื้อที่เต้านม (core needle biopsy)
     การเจาะชิ้นเนื้อที่เต้านมเป็นหัตถการที่ใช้เข็มซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเข็มที่ใช้เจาะเลือดเล็กน้อย เจาะผ่านผิวหนังเพื่อตัดชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา โดยทั่วไปจะใช้ปลายมีดเล็กๆ ทำรอยบากที่ผิวหนังเพื่อให้เข็มเจาะทะลุผ่านผิวหนังได้ง่าย การปฏิบัติตนหลังการเจาะชิ้นเนื้อที่เต้านมมีดังนี้

     - หลังเจาะแพทย์อาจปิดแผลด้วยวัสดุปิดแผลชนิดกันน้ำ ซึ่งทำให้สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แต่ถ้าปิดแผลด้วยวัสดุธรรมดาที่กันน้ำไม่ได้ เช่น ผ้าก๊อซ ไม่ควรถูกน้ำ 48 ชั่วโมง (อาบน้ำได้ แต่บริเวณที่เจาะให้ใช้วิธีเช็ดตัวเอา) ถ้าวัสดุปิดแผลไม่เปียกน้ำหรือไม่เปื้อน ไม่จำเป็นต้องเปิดออกเพื่อทำแผล เมื่อครบ 48 ชั่วโมงจึงเปิดผ้าปิดแผล ส่วนใหญ่รอยบากที่ผิวหนังจะสมานแล้ว แต่ถ้ายังเห็นรอยแผลอยู่สามารถใช้ยาโพวิโดน-ไอโอดีนทาแผลแล้วปิดพลาสเตอร์ธรรมดาและสามารถอาบน้ำได้

     - ให้สวมเสื้อชั้นในแบบพยุงเต้านมในช่วง 48 ชั่วโมงแรก บางโรงพยาบาลแนะนำว่าเสื้อชั้นในแบบนักกีฬา (sport bra) ที่เป็นชนิดตะขอหน้าใช้ได้ดีที่สุด

     - ถ้ามีอาการปวดบริเวณที่เจาะ อาจกินยาพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ทุก 4 ชั่วโมงตามแพทย์สั่ง ห้ามรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากแอสไพรินมีฤทธิ์ต้านการทำงานของเกล็ดเลือดอาจทำให้มีเลือดออก

     - หลัง 48 ชั่วโมงอาจมีรอยช้ำสีม่วงบริเวณเต้านม โดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับการเจาะชิ้นเนื้อ แต่รอยช้ำดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปได้เอง

     - กลับบ้านแล้วยังต้องสังเกตอาการ ถ้ามีอาการต่อไปนี้ให้กลับมาพบแพทย์ เช่น มีเลือดหรือน้ำสีเหลืองซึมจากรอยแผล (ในกรณีที่เป็นเลือดให้ใช้ถุงน้ำแข็งกดไว้เป็นการปฐมพยาบาลก่อนมาโรงพยาบาล) เต้านมบวมขึ้นหรือมีอาการปวด บวม แดง ร้อน อาการเช่นนี้บ่งถึงการอักเสบซึ่งมักเป็นจากการติดเชื้อ ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์

     - อย่าลืมไปฟังผลชิ้นเนื้อตามที่แพทย์นัด และถึงแม้ผลชิ้นเนื้อจะไม่ใช่มะเร็ง รังสีแพทย์หรือแพทย์เจ้าของไข้จะยังคงมีการนัดติดตามผล

อาการแขนบวมหลังผ่าตัดและหลังได้รับรังสีรักษาเพื่อรักษามะเร็งเต้านม
     ในการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งเต้านม จำเป็นต้องผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หรือในบางรายหลังผ่าตัดจำเป็นต้องฉายแสงบริเวณผนังหน้าอก (ที่ได้ผ่าตัดเต้านมออกไปแล้ว) และบริเวณรักแร้ข้างเดียวกับที่เป็นมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดแขนบวม เนื่องจากการลำเลียงและระบายน้ำเหลืองเสียไป โอกาสที่จะเกิดแขนบวมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น การผ่าตัดเจาะต่อมน้ำเหลืองออกไปมากเพียงใด ได้รับการฉายรังสีบริเวณที่กว้างมาก เป็นต้น
การป้องกันการเกิดแขนบวมมีความสำคัญมาก เพราะถ้าเกิดขึ้นแล้วมักเป็นตลอดชีวิต นอกจากทำให้รูปลักษณ์ไม่สวยงามยังทำให้การใช้งานของแขนมีข้อจำกัด เช่น รู้สึกแขนหนักขึ้น เคลื่อนไหวได้ช้าลง มีอาการชาตามนิ้วมือหรือแขน เนื่องจากน้ำเหลืองที่คั่งมีการกดทับเส้นประสาท ความเสี่ยงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีโอกาสติดเชื้อบริเวณแขนได้ง่ายและมักจะรักษาได้ยากหรือหายช้า ดังนั้นต้องพยายามป้องกันแขนบวมก่อนที่จะเกิดขึ้น

วิธีป้องกันแขนบวม
     1. ทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์และพยาบาลแนะนำ ท่าบริหารเพื่อป้องกันแขนบวมให้ยกแขนข้างนั้นสูง ใช้มืออีกข้างบีบนวดไล่จากปลายนิ้วจนถึงรักแร้เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลืองให้กลับเข้าสู่ลำตัว ทำวันละ 10-20 นาทีทุกวัน

      2. ระวังไม่ให้เกิดแผลที่แขนข้างนั้นเพราะจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงการถูกยุง แมลงอื่นๆ กัดต่อย ถ้ามีแผลต้องรีบทาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน และดูแลทำความสะอาดแผลจนกว่าแผลจะหาย วิธีป้องกันการเกิดแผลและติดเชื้อ ได้แก่ สวมถุงมือทุกครั้งที่ทำงานบ้านหรือทำสวน หลีกเลี่ยงการสวมนาฬิกาข้อมือ สร้อยข้อมือ กำไลที่แขนข้างนั้นๆ รักษาความสะอาดของเล็บและระวังไม่ให้เกิดแผลขณะตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงการเจาะเลือด ฉีดยาหรือให้น้ำเกลือที่แขนข้างนั้น

      3. ป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองคั่งมากขึ้น ได้แก่
         - ห้ามใช้แขนข้างนั้นๆ ยกของหนัก สะพายกระเป๋าหนัก
         - เมื่อไม่ใช้แขนให้ยกแขนด้านนั้นสูงเสมอ เช่น เวลานั่งให้วางแขนบนโต๊ะหรือพนักเก้าอี้
         - อาจใส่ผ้ายืดรัดแขนตามที่แพทย์แนะนำ

      ได้ทราบข้อมูลการดูแลตัวเองหลังการรักษามะเร็งเต้านมแล้ว อย่าลืมปฏิบัติตามเพื่อให้ร่างกายกลับมาเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับก่อนการรักษาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตลอดไปค่ะ

อ้างอิง: เอกสารคำแนะนำผู้ป่วยของหน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี



เข้าชม : 5883


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคไม่ติดต่อ

      “เบาหวาน” มหันตภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ 26 เม.ย. 2554 : 10:24
      สายตายาว 26 เม.ย. 2554 : 10:24
      ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว 26 เม.ย. 2554 : 10:24
      รังแคที่หนังศีรษะ 26 เม.ย. 2554 : 10:24
      โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) 26 เม.ย. 2554 : 10:24




สถิติ | ผู้ดูแลระบบ