[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ
เรื่อง : โรคมือเท้าปาก

6 ม.ค. 2552 : 13:50


โรคมือเท้าปาก


โรคมือเท้าปาก หรือที่เรียกว่า hand-foot-and-mouth disease (HFMD) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดเฉียบพลัน เกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ปาก มือ เท้า ก้น และบริเวณอวัยวะเพศ โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิดแต่ชนิดที่ก่อใฟ้เกิดโรคที่รุนแรงคือ เอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งมักระบาดเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โรคมือเท้าปากแพร่กระจายติดต่อถึงกันได้โดยผ่านทางอุจจาระหรือละอองน้ำมูกน้ำลาย

ในปี พ.ศ. 2549 ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 30 กรกฎาคม 2549 สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก จากสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัดและสำนักอนามัยกรุงเทพฯ พบว่ามีผู้ป่วย 1,009 ราย เสียชีวิต 4 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2-5 ปีมากถึงร้อยละ 95 โดยมีผู้ป่วยหนึ่งรายเป็นเด็กเล็กอายุ 8 เดือน ในช่วงฤดูหนาว มักจะพบการระบาดของโรคมือเท้าปาก โดยเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาพบการระบาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน มีรายงานผู้ป่วย 33 ราย เดือนธันวาคม 114 ราย และต้นปี 2551 ช่วงเดือนมกราคม พบผู้ป่วย 42 ราย โดยภาพรวมจะเห็นว่าโรคมือเท้าปากมักจะระบาดในช่วงฤดูหนาว และมีโอกาสเกิดโรคได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะเกิดเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่อากาศเย็นและชื้น โดยส่วนใหญ่เด็กทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จะป่วยเป็นโรคมือเท้าปากจำนวนมาก สำหรับสถานที่ที่พบการระบาดส่วนมากจะพบที่โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก และโซนของเล่นเด็กหรือเครื่องเล่นในห้างสรรพสินค้า

ในต่างประเทศ มีรายงานผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 34 รายที่รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซียในปี 1997 ต่อมาในปี 1998 เกิดการระบาดใหญ่ในประเทศไต้หวัน รายงานผู้ป่วย 1.5 ล้านคน 405 รายเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 78 ราย ต่อมาในปี 2006 เกิดการระบาดซ้ำในรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เสียชีวิต 7 ราย และพบรายงานในภาคตะวันตกของประเทศอินเดีย ภายหลังการระบาดของเชื้อชิคุนกุนยา การระบาดล่าสุดในประเทศจีน เริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคม 2008 ทีเมืองฟูยาง ผู้ป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย นอกจากนี้ยังพบการระบาดประปรายในประเทศ

ความรุนแรงของโรค

  1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคมือเท้าปากจากเชื้อคอคซากี่ไวรัส A16 มักมีอาการไม่รุนแรง หายได้เองเป็นปกติ ภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ส่วนน้อยอาจมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสร่วมด้วย ซึ่งอาจต้องนอนโรงพยาบาลระยะหนึ่ง และอาการหายได้เอง
  2. ผู้ป่วยส่วนน้อยที่โรคเกิดจากไวรัสสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 อาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ มีอาการแขนขาอ่อนแรงคล้ายโปลิโอ ซึ่งอาการทางสมองอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ดังเช่นที่มีรายงานในประเทศมาเลเซียในปี 1997 และการระบาดในประเทศไต้หวันในปี 1998

ประเทศไทย

โรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น สายพันธุ์ที่พบส่วนมากเป็นคอคซากี่ไวรัส A16 ส่วนใหญ่มีการตรวจพบสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 ด้วย แต่โรคมือ เท้า ปากในประเทศไทยส่วนมากหายได้เอง มีรายงานจำนวนน้อยมากที่มีการเสียชีวิตและพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71

สาเหตุ

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุมีหลายชนิด ได้แก่ Coxsackievirus A type 16 (A16) ซึ่งพบบ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus A5, A7, A9, A10, B2, และ B5 ที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) เนื่องจากพบว่ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยได้บ่อย และทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการระบาดเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลกต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน

โรคมือเท้าปากติดต่อโดยการรับเชื้อเข้าสู่ปากโดยตรง ซึ่งจะติดต่อได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกที่ป่วย โดยเชื้อโรคจะติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และเกิดจากการไอจามรดกัน หลังจากได้รับเชื้อ 3-6 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 2 วัน จะมีอาการเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้ ไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือกและกระพุ้งแก้ม โดยจะพบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กๆ ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย ขณะเดียวกัน ตุ่มจะกลายเป็นตุ่มพองใส บริเวณรอบมีการอักเสบแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน ซึ่งโรคนี้ไม่ค่อยรุนแรงนักและไม่มีอาการแทรกซ้อน ผู้เลี้ยงดูเด็กควรเช็ดตัวเด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะ รวมทั้งให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำ และนอนพักผ่อนมากๆ

การติดต่อ

โรคมือเท้าปากติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง โดยการกินสิ่งที่ปนเปื้อนกับสิ่งคัดหลั่งที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ (ซึ่งอาจจะยังไม่มีอาการ) หรือน้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย การแพร่เชื้อมักเกิดได้ง่ายที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ซึ่งมีเชื้อออกมามาก อย่างไรก็ตามเชื้อยังผ่านออกมาทางอุจจาระผู้ป่วยได้นานหลายสัปดาห์

กลุ่มเสี่ยง

ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อเข้าไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะป่วย คนที่จะป่วยเป็นคนที่ยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กต่ำกว่า 10 ปีโดยพบมากที่สุดในเด็กเล็ก ในผู้ใหญ่สามารถพบได้แต่น้อยเพราะส่วนมากมีภูมิต้านทานแล้ว

ระยะฟักตัว

โดยเฉลี่ย 3-7 วัน

โรคกลับเป็นซ้ำ

โรคมือเท้าปากสามารถเป็นซ้ำได้อีก ถ้าติดเชื้อในสายพันธุ์อื่นๆที่ยังไม่เคยเป็น

เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71

การระบาดของเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น และพบมากในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง จากการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไต้หวัน และการระบาดในประเทศมาเลเซีย พบว่าเด็กเล็กจะเป็นกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรค และมีช่วงของการระบาดอยู่ในช่วงเดียวกัน

เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เป็นเชื้อที่อาจพบได้ในลำไส้ ก่อให้เกิดอาการในผู้ติดเชื้อระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศรีษะและอาเจียนร่วมด้วย อัตราตายจะต่ำ ถ้าผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และการรักษาที่เหมาะสม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้เด็กเสียชีวิตได้ จากการศึกษารายละเอียดของโรคในรายผู้ป่วยที่เสียชีวิต พบว่า เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 เข้าไปทำลายระบบสมองของผู้ป่วย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทำให้ส่วนของสมองบริเวณเมดัลลา พอน และก้านสมองเกิดการติดเชื้อและบวมได้

อาการ

โรคมือเท้าปาก มักเป็นในเด็กเล็ก มีอาการคล้ายไข้หวัด ร่วมกับมีตุ่มใสบริเวณมือ เท้า และปาก ตุ่มในช่องปากมักมีอาการเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยกินอาการและดื่มนํ้าได้ลดลง เด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้จากการรับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่กระจายออกมากับอุจจาระ หรือสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้ หลังได้รับเชื้อ 4-6 วัน เด็กจะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กินนมละอาหาร เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปรากฏตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลที่คอ ปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และตุ่มจะขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น ซึ่งระยะตุ่มน้ำใสนี้มีเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำใส

เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถเข้าจู่โจมทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ซึ่งขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์ บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อเซลล์ประสาททและสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาต บางชนิดจะเข้าจับกับตัวรับของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ตับอ่อน โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางระบบทางเดินอาหารและหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วมีการแบ่งตัวบนเนื้อเยื่อที่เป็นเยื่อบุและต่อมน้ำเหลืองของลำคอรวมทั้งต่อมทอนซิล เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และเจริญเติบโตในกระเพาะอาหารและเนื้อเยื่อของลำไส้ เพราะเชื้อสามารถคงทนต่อความเป็นกรดและเอนไซม์ย่อยอาหารต่างๆ ได้ดี

เชื้อไวรัสจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นบนเนื้อเยื่อน้ำเหลืองของลำไส้ จากนั้นจะแพร่เข้าสู่กระแสเลือดโดยมีบางส่วนที่ถูกขับออกทางอุจจาระ เชื้อจะเข้าทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะของระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-14 วัน จึงจะปรากฏมีอาการและอาการแสดงติดตามมา

การวินิจฉัย

ส่วนมากโรคมือเท้าปากใช้การวินิจฉัยตามอาการ โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ร้องงอแง กินได้น้อยเหมือนมีอาการเจ็บคอหรือเจ็บปากเวลาดูดนมหรือกินอาหาร เด็กจะมีอาการน้ำลายไหล อาจพบผื่นที่บริเวณ มือ เท้าและก้นร่วมด้วย

ในรายที่สงสัยและต้องการทราบว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใดสามารถส่งตรวจพิเศษโดยการเพาะแยกเชื้อไวรัสจากอุจจาระ หรือน้ำในโพรงจมูกของผู้ป่วย

การรักษา

  1. โรคมือเท้าปากไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง เน้นที่การรักษาตามอาการ และเฝ้าระวังอาการที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการชัก ปอดอักเสบ สมองอักเสบ หัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กเสียชีวิตได้
  2. โรคมือเท้าปากสามารถหายได้เองง การรักษาตามอาการ ได้แก่ การลดไข้ อาจใช้ยาชาทาแผลในปาก แนะนำให้กินของเย็น นํ้าเย็น นํ้าแข็ง ไอศกรีม ซึ่งจะทำให้รู้สึกชา และทำให้เด็กกินได้เพิ่มขึ้น แผลจะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน แต่ในกรณีผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น รับประทานอาหารหรือนมไม่ได้ หรือมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง ต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  3. การแยกชนิดของเชื้อก็มีส่วนช่วยในการรักษาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วัคซีน

  1. ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก
  2. การทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคทันทีโดยการให้อิมมูโนโกลบูลินยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และถ้ามีข้อบ่งชี้ในการเลือกใช้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  3. ระดับของภูมิต้านทานหลังการติดเชื้อจะยังคงมีอยู่ในร่างกายเพียงช่วงระยะหนึ่ง และก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคในระยะเวลาสั้นต่อการป้องกันการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสชนิดอื่นๆได้

สุขอนามัยที่ดี

  1. การรักษาสุขอนามัยที่ดีสามารถป้องกันการเกิดโรคมือเท้าปากได้
  2. รักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย รวมทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม
  3. รับประทานอาหารและน้ำที่สะอาด ใช้ช้อนกลางเวลากินอาหารร่วมกับผู้อื่น
  4. ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังขับถ่าย เปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนรับประทานอาหาร ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ที่สำคัญต้องตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ
  5. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
  6. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

สถานที่รับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล

  1. หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ
  2. จัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
  3. มีการกำจัดอุจจาระเด็กอย่างถูกต้อง
  4. หากมีเด็กป่วย ควรแนะนำไม่ให้ผู้ปกครองนำเด็กไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้กับเด็กคนอื่นๆ แนะนำผู้ปกครองให้พาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5-7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้า และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

ควบคุมการระบาด

  1. สั่งปิดโรงเรียน โรงเรียนอนุบาล และสถานเลี้ยงเด็ก เพื่อหยุดยั้งการระบาด เนื่องจากโรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อโดยทางอาหารและน้ำ จากมือที่ปนเปื้อนเชื้อ
  2. หากโรงเรียนมีเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้าปากจำนวนมาก ควรพิจารณาปิดสถานที่ชั่วคราว ประมาณหนึ่งสัปดาห์ และทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน
  3. การเผยแพร่ข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้อง เน้นให้ผู้ปกครองดูแลความสะอาดให้มากที่สุด เนื่องจากผู้ใหญ่อาจนำเชื้อมาสู่เด็กได้
  4. ไม่นำเด็กเล็กไปอยู่ในที่แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ตลาด ศูนย์การค้า สวนเด็กเล่นในห้างสรรพสินค้า
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาได้ ที่นี่


เข้าชม : 2510


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ

      มะเร็งเต้านม 6 ม.ค. 2552 : 13:50
      ไข้กาฬหลังแอ่น 6 ม.ค. 2552 : 13:50
      รู้ทันโรคที่มากับหน้าหนาว 6 ม.ค. 2552 : 13:50
      โรคไข้สุกใสที่มากับฤดูหนาว 6 ม.ค. 2552 : 13:50
      โรคที่มากับฤดูหนาว ตอนที่ 1: ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ 6 ม.ค. 2552 : 13:50




สถิติ | ผู้ดูแลระบบ