[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ
เรื่อง : การรักษาโรคไข้สุกใส

19 พ.ย. 2551 : 17:40


การรักษาโรคไข้สุกใส


โรคไข้สุกใส (chickenpox) หรือ อีสุกอีใส เป็นโรคที่หายเองได้ โดยอาจมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ในขณะที่ตุ่มจะตกสะเก็ด และค่อยๆ หายไปภายใน 1-3 สัปดาห์ การรักษาโรคไข้สุกใสเป็นเพียงการรักษาตามอาการ เลือกใช้ยาลดไข้ที่เหมาะสม บรรเทาอาการคันที่ตุ่มและรักษาตุ่มให้ยุบลงโดยไม่แตกเป็นแผล ซึ่งการรักษามักจะให้ยาแก้คันร่วมกับการดูแลทั่วไป นอกจากนี้อาจพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับตุ่มที่แตกแล้ว เนื่องจากเกรงว่าจะมีเชื้อโรคเข้าทางแผลและทำให้เกิดหนองได้ เป็นการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม

โรคไข้สุกใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชี่อว่า Varicella-Zoster ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรค "งูสวัด" โดยทั่วไปมักพบการระบาดในช่วงฤดูหนาว แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี ลักษณะสำคัญของโรคคือ มีผื่นขึ้น ระยะแรกจะเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ อยู่ข้างในและมีอาการคัน ผื่นและตุ่มจะทยอยขึ้นที่ละระลอกๆ ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปผื่นจะหายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อไวรัสอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้

โรคนี้เมื่อหายแล้วมักจะมีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาทซึ่งอาจเกิดเป็นโรค "งูสวัด" ในภายหลังได้ โรคไข้สุกใสแม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่ก็เป็นสาเหตุของการขาดเรียน ขาดงาน ก่อให้เกิดความรำคาญ อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน เกิดเป็นแผลเป็นที่มีผลต่อความสวยงาม สมัยก่อนโรคไข้สุกใสเป็นโรคที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต เช่นเดียวกับโรคหัด แต่ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใสที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในหลายๆ ประเทศ ผู้ปกครองสามารถนำบุตรหลานไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใสได้ตั้งแต่วัย 1 ปีขึ้นไป

การดูแลทั่วไป

  1. เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าโรคไข้สุกใสนั้น โดยทั่วไปถือว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง จะเป็นเองหายเอง อาจจะมีข้อยกเว้นบ้างโดยเฉพาะในผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น ไข้นานผิดปกติ อาการทางผิวหนังพบว่าแผลมีการติดเชื้อ อาจมีอาการคันรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น อาการปอดบวม
  2. ผู้ป่วยควรนอนพักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
  3. อาบน้ำและใช้สบู่หรือสบู่ฆ่าเชื้อฟอกผิวหนังให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  4. ในเด็กควรตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาตุ่ม อาจทำให้ติดเชื้อกลายเป็นหนองได้

ยาลดไข้

ถ้ามีไข้สูง พิจารณาใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก เพราะทำให้เกิดอาการทางสมองและตับซึ่งอาจรุนแรงถึงขนาดทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้ ถือเป็นข้อควรระวังในการใช้ยาข้อหนึ่งสำหรับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคไข้สุกใส แอสไพรินมีผลต่อร่างกายหลายจุด แต่จุดหนึ่งก็คือจะไปทำให้เลือดไม่แข็งตัว ส่วนหนึ่งไปจัดการเก็บไว้กับเกล็ดเลือด และในขณะเดียวกัน ยังมีผลต่อเนื้อเยื่ออย่างอื่นอีกหลายอย่าง เป็นกลไกระดับชีวเคมี ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างเต็มที่ว่ามาถึงจุดไหนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยากับเชื้อไวรัส

ยาแก้คัน

ในรายที่มีอาการคันมาก พิจารณาให้ยาต้านฮิสตามีน หรือที่เรียกว่ายาแก้แพ้ ได้แก่ คลอเฟนิรามีน จะช่วยลดอาการคันลงได้ ในกลุ่มผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง การใช้ยาบรรเทาอาการคัน ร่วมกับการใช้น้ำสะอาดหรือน้ำเกลือประคบ จะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้นิยมใช้โลชันคาลาไมน์ (calamine lotion) พบว่าได้ผลดีเช่นกัน ตัวคาลาไมน์เองเป็นสารผสมของ zinc oxide (ZnO) กับ 0.5% iron oxide (Fe2O3) แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าผลการศึกษาวิจัยขององค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่พบว่าโลชันคาลาไมน์มีฤทธิ์บรรเทาอาการคันแต่อย่างใด แต่กลับพบฤทธิ์ฆ่าเชื้อในขนาดอ่อนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมที่อาจเกิดจากการเกา

ยาต้านไวรัส

ในปัจจุบันมีการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัสสุกใส แต่มีข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ ต้องใช้ยาในขนาดสูง ยามีราคาแพงและต้องเริ่มใช้ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังจากที่มีอาการ มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดี บางรายงานพบว่าการให้ยาต้านไวรัสทำให้การออกตุ่มหยุดได้เร็วกว่าปกติเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่ก็มีข้อดีที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่ ยาต้านไวรัสช่วยให้จำนวนเชื้อไวรัสสุกใสลดน้อยลง และโอกาสที่โรคจะมีอาการรุนแรงก็จะลดน้อยลงด้วย

โดยทั่วไปแพทย์มักจะเลือกที่จะไม่ใช้ยาดังกล่าว ยกเว้นในบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด เนื่องจากในผู้ป่วยกลุ่มนี้เชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสโลหิตและลุกลามไปยังอวัยวะต่างๆได้ง่าย และอาจทำให้โรคมีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

การใช้ยาต้านไวรัสถือเป็นการรักษาแบบเฉพาะเจาะจง ควรจะให้ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น การที่สามารถให้ยาได้ทันและในขนาดที่เหมาะสม ปริมาณพอเพียง ในช่วงเวลาระยะแรกของโรค ช่วยทำให้การตกสะเก็ดของแผลและระยะเวลาของโรคสั้นลง ถ้ามองในแง่ของการป้องกันการเกิดแผลเป็นในผู้ใหญ่ นับว่าได้ประโยชน์พอสมควร เนื่องจากแผลตกสะเก็ดเร็วขึ้น หายเร็วขึ้น โอกาสการเกิดแผลติดเชื้อหรือแผลที่ลึกมากก็น้อยลง แผลเป็นแบบหลุมก็จะน้อยลงด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ก็มีราคาแพง การพิจารณาเลือกใช้ยาต้านไวรัสกลุ่มนี้จึงควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์และของผู้ป่วยร่วมกัน ผู้ป่วยเองก็ควรได้รับข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ในสมัยก่อนที่ไม่มียาตัวนี้ ก็ใช่ว่าคนที่เป็นโรคไข้สุกใสแล้ว จะต้องเหลือรอยแผลเป็นทิ้งไว้ทุกราย และในทางตรงกันข้ามคนที่กินยาต้านไวรัสแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยของแผลเป็นเหลือไว้เลย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขึ้นกับสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การดูแลผิวในระยะที่มีผื่นอย่างถูกต้อง เช่น ทำความสะอาดแผลให้ปราศจากสิ่งสกปรก รวมทั้งป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรียในภายหลัง

acyclovir (Zovirax)

  1. acyclovir เป็น analogue ของ 2''-deoxyguanosine ออกฤทธิ์ต้านไวรัสโดยถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็น acyclovir triphosphate ในขั้นแรกจะถูกเปลี่ยนเป็น acyclovir monophosphate โดยมีเอนไซม์ thymidine kinase เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ถูกชักนำโดยเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส herpes simplex หรือ varicella–zoster virus หรือเอนไซม์ phosphotransferase ที่สร้างจากเชื้อcytomegalovirus เอนไซม์ต่างๆภายในเซลล์จะทำการเติมกลุ่มฟอสเฟตกลายเป็น acyclovir diphosphate และ acyclovir triphosphate ในที่สุด
  2. acyclovir triphosphate ขัดขวางกระบวนการสังเคราะห์ viral DNA โดยแย่งจับกับ 2''-deoxyguanosine triphosphate ซึ่งเป็น substrate ของเอนไซม์ viral DNA polymerase ทำให้หยุดยั้งการสร้างดีเอนเอของเชื้อไวรัส กลไกการออกฤทธิ์ของ acyclovir monophosphate ต่อ viral DNA เป็นปฏิกิริยาชนิดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ เนื่องจากเอนไซม์ polymerase-associated 3'',5''-exonuclease ไม่สามารถทำงานได้ และเอนไซม์ viral DNA polymerase ถูกทำให้หยุดทำงาน
  3. มากกว่าร้อยละ 80 ของยา acyclovir ในเลือดถูกขับถ่ายทางปัสสาวะ ในขณะที่ median 50 percent inhibitory concentration ของยา acyclovir ต่อเชื้อไวรัสสุกใสเท่ากับ 2.6 ?M
  4. ระดับยา acyclovir ในเลือด เมื่อกินยาขนาด 800 มิลลิกรัม จะมากกว่า median 50 percent inhibitory concentration สำหรับเชื้อ varicella–zoster virus
  5. เนื่องจากยา acyclovir มีค่าครึ่งชีวิตในเลือดสั้น จึงต้องกินยาขนาด 800 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมงเพื่อรักษาโรคติดเชื้อ varicella–zoster virus

valacyclovir (Valtrex)

ยา valacyclovir เป็น l-valyl ester ของ acyclovir มีเฉพาะรูปแบบยารับประทาน หลังจากเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น acyclovir อย่างรวดเร็ว โดยเอนไซม์ valacyclovir hydrolase ที่อยู่ในเยื่อบุทางเดินอาหารและจากตับ ทำให้ได้ยาในระดับที่มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสสูงกว่ายา acyclovir ชนิดกิน และได้ระดับยาสูงกว่าการกินยา acyclovir ถึง 3-5 เท่า ขนาดที่ใช้รักษาโรคไข้สุกใส 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

famciclovir (Famvir)

ยา famciclovir เป็น diacetyl-6-deoxy analogue ของยา penciclovir ซึ่งดูดซึมได้ดีกว่า หลังจากนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเป็น penciclovir triphosphate โดยกระบวนการ deacetylation ในทางเดินอาหาร เลือด และตับ จากนั้นจึงถูก oxidized ที่ตำแหน่ง 6 ของ purine ring พบว่า penciclovir triphosphate มีค่าครึ่งชีวิตภายในเซลล์นานกว่า acyclovir triphosphate ขนาดที่ใช้รักษาโรคไข้สุกใส 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานผิดปกติ

ควรให้การรักษาด้วยยา acyclovir ทางหลอดเลือดดำ

การใช้ยา acyclovir ทางหลอดเลือดดำ

ขนาดยา 1500 มก/ตร.ม./วัน ในเด็ก และ 30 มก/กก/วัน ในผู้ใหญ่ โดยแบ่งให้วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7-10 วัน ควรให้ยาเข้าหลอดเลือดช้าๆ อย่างน้อยภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง และให้สารน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันการตกตะกอนของยาในท่อไต
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรง

สำหรับผู้ป่วยโรคสุกใสซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรง เช่น เด็กอายุเกิน 12 ปี หรือผู้ใหญ่ ผู้ป่วยโรคผิวหนังเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคปอดรื้อรัง หรือผู้ที่ต้องใช้ยาซาลิซัยเลตเป็นประจำ ควรพิจารณาให้ยา acyclovir ชนิดกิน ขนาด 80 มก/กก/วัน ขนาดสูงสุด 3,200 มก/วัน แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

การใช้ยา acyclovir ในหญิงมีครรภ์

พิจารณาใช้ยา acyclovir ชนิดกินในหญิงมีครรภ์ที่เป็นโรคไข้สุกใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะ 6 เดือนหลังของการตั้งครรภ์ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรง

ผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้น

ในผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้นที่เป็นโรคสุกใสและมีอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการกลับเป็นซ้ำ แม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยยา acyclovir แล้ว แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา foscarnet ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด ขนาด 40 มก/กก ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน หรือจนกว่าแผลหาย และควรเพาะแยกเชื้อไวรัสเพื่อทำการทดสอบความไวของเชื้อต่อยา acyclovir

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาได้ ที่นี่



เข้าชม : 4897


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อโรคยาโรคติดต่อ

      มะเร็งเต้านม 19 พ.ย. 2551 : 17:40
      ไข้กาฬหลังแอ่น 19 พ.ย. 2551 : 17:40
      รู้ทันโรคที่มากับหน้าหนาว 19 พ.ย. 2551 : 17:40
      โรคไข้สุกใสที่มากับฤดูหนาว 19 พ.ย. 2551 : 17:40
      โรคที่มากับฤดูหนาว ตอนที่ 1: ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ 19 พ.ย. 2551 : 17:40




สถิติ | ผู้ดูแลระบบ