[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2008 www.pbc.ac.th

  

หมวดหมู่ : สาระสุขภาพ-อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม
เรื่อง : โรคไฟลามทุ่ง

11 ต.ค. 2551 : 09:26


โรคไฟลามทุ่ง


ไฟลามทุ่ง (Erysipelas) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากการอักเสบของผิวหนังชั้นหนังแท้และชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง พบบ่อยในเด็กทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และอาจพบเป็นปัญหาในช่วงหลังน้ำท่วมขัง

image  image

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า group A streptococcus เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจพบเป็น group C, D หรือ G ได้เช่นกัน บางรายเกิดจากเชื้อ S. aureus และ H. influenzae ส่วนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจพบว่าเกิดจากเชื้อ S. pneumoniae และ P. aeruginosa

อาการ

ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ผิวหนังบวมแดงเข้ม ขอบของผื่นยกขึ้นชัดเจน และขยายขนาดอย่างรวดเร็ว เห็นผิวหนังมีลักษณะคล้ายเปลือกส้ม ถ้าผื่นบวมมาก อาจมีตุ่มน้ำปรากฎบนผื่นได้ ถ้าเป็นไม่มาก เมื่อขอบเขตของผื่นขยายมากขึ้น ตรงกลางจะกลายเป็นผิวหนังปกติ เห็นเป็นวงขยายมากขึ้น มักมีการอักเสบของหลอดน้ำเหลือง เห็นเป็นเส้นสีแดงที่ผิวหนัง และตรวจพบว่าต่อมน้ำเหลืองมีการอักเสบimage

บางรายอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้ และปวดศีรษะ บริเวณที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ ขาและหน้า นอกจากนั้นยังพบที่ แขน และลำตัวได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีแผลผ่าตัดหรือรอยถลอก

การวินิจฉัยโรค

imageอาศัยลักษณะประวัติอาการ และร่องรอยการอักเสบของผิวหนังในตำแหน่งต่างๆ การตรวจนับเม็ดเลือด พบเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น การตรวจเชื้อแบคทีเรียโดยวิธีย้อมสีกรัมและเพาะเชื้อ ควรดูดจากบริเวณที่เป็นตุ่มน้ำ หรือใช้น้ำเกลือฉีดเข้าไปในบริเวณที่อักเสบ แล้วดูดกลับออกมา ตรวจพบเชื้อทรงกลม ติดสีกรัมบวก และเพาะเชื้อขึ้น group A Streptococci

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าผู้ป่วยมีปัจจัยเสริมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจเกิดโรคซ้ำได้ และเมื่อมีการอักเสบของหลอดน้ำเหลืองซ้ำๆทำให้เกิดการบวมของแขน ขา ข้างที่เป็น ในกรณีที่ติดเชื้อลึก จะเกิดเป็นโพรงหนอง ผู้ป่วยเด็กบางรายเกิดภาวะไตอักเสบในภายหลังได้

image

แนวทางการการรักษา

  1. ให้ผู้ป่วยพักผ่อน พยายามอย่าเคลื่อนไหวส่วนที่อักเสบ และยกแขนหรือขาส่วนที่อักเสบให้สูง จะช่วยบรรเทาการอักเสบ ลดอาการปวดและบวม
  2. ใช้น้ำอุ่นประคบ ถ้าเกิดเป็นแผล ให้ล้างด้วยน้ำเกลือ ทุก 2-12 ชั่วโมง ขึ้นกับความรุนแรงของการติดเชื้อ
  3. การใช้ยาปฏิชีวนะในระยะเฉียบพลัน ควรได้รับยาเพนนิซิลลินชนิดฉีด หลังจากไข้ลงเปลี่ยนเป็นยาชนิดรับประทาน นานอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  4. ถ้าแพ้ penicillin พิจารณาใช้ erythromycin แทน สำหรับบริเวณที่เชื้อดื้อยา อาจให้ cloxacillin หรือ cephalosporin
  5. ยาใหม่สองชนิด roxithromycin และ pristinamycin ใช้ได้ผลดีมากในการรักษา ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุโรป

ในรายที่รุนแรง ควรรับไว้รักษาในโรงพยาบาล และพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สำหรับในรายที่เกิดเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรพิจารณาว่ามีปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ที่พบบ่อยได้แก่ การติดเชื้อราที่ผิวหนัง แผลกดทับ เป็นต้น

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาได้ ที่นี่



เข้าชม : 5686


5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สาระสุขภาพ-อาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อม

      ฝุ่นละอองในอากาศกับการปรับตัว 11 ต.ค. 2551 : 09:26
      นมวัว กับ นมถั่วเหลือง 11 ต.ค. 2551 : 09:26
      อีเอ็มบอล คืออะไร 11 ต.ค. 2551 : 09:26
      โพวิโดน-ไอโอดีน 11 ต.ค. 2551 : 09:26
      แพ้ลิปสติก 11 ต.ค. 2551 : 09:26




สถิติ | ผู้ดูแลระบบ