[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2007-2015 Vachira Phuket Hospital
header
Drop Down Menu

หากผู้รับบริการไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการ หรือมีข้อเสนอแนะ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โทรศัพท์ 076-361234 ต่อ 1412


  

::ข่าวประชาสัมพันธ์



เรื่อง : ผู้ประกันตน เจ็บป่วยฉุกเฉิน เข้า รพ.ใกล้ที่สุด รักษาไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ไม่ต้องสำรองจ่าย



ลงประกาศเมื่อ : วันจันทร์ ที่ 23 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2555


ประกันสังคม เผย ผู้ประกันตน เจ็บป่วยฉุกเฉิน เข้า รพ.ใกล้ที่สุด รักษาไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ไม่ต้องสำรองจ่าย

          สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กับนโยบายการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลรักษาคุณภาพเท่าเทียมกันทั้ง 3 กองทุน เผยผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมีทางเลือกมากขึ้น หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน เข้ารับบริการใน รพ.ใกล้ที่เกิดเหตุ จะได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินไม่ต้องสำรองจ่าย ลดขั้นตอน ไม่ต้องมาเบิกจ่ายให้เกิดความยุ่งยาก 
          นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการ ด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และเป็นธรรมตามสิทธิของผู้ป่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) รวมทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ได้ร่วมบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ 3 กองทุนทั้งระบบกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ ใกล้ที่ไหนไปที่นั้น”ด้วยระบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน โดยไม่ถูกทวงถามสิทธิก่อนรักษา ไม่ต้องสำรองค่ารักษาพยาบาล ไม่ถูกบ่ายเบี่ยงการรักษา และได้รับการดูแลรักษาจนกว่าอาการจะทุเลา ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะได้รับการบริการสาธารณสุขที่จำเป็นอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพเท่าเทียมกันนั้น
          จากนโยบายดังกล่าวผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น คือผู้ประกันตนจะมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อผู้ประกันตนเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือฉุกเฉินรุนแรง และเข้ารับบริการในโรงพยาบาลใกล้ที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนก็จะได้รับการรักษาโดยไม่มีค่า ใช้จ่ายส่วนเกิน และไม่ต้องสำรองเงินจ่าย รวมทั้งไม่ต้องมายื่นขอเบิกเงินจากสำนักงานประกันสังคมซึ่งเป็นการลดขั้นตอน ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากกับผู้ประกันตนด้วย อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ ให้กับสถานพยาบาลในความตกลงของสำนักงานประกันสังคม โดยกันเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วนมาบริหารจัดการจำนวน 4,460 ล้านบาท โดยจ่ายให้กับโรงพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ประกันตนที่เป็นโรคที่มีค่าใช้จ่าย สูง ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลกรณีโรคที่มีค่าใช้จ่าย สูงได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าผู้ประกันตนจะเป็นสมาชิกของโรงพยาบาลใดก็ตาม เพราะสำนักงานประกันสังคมจะเป็นเจ้าภาพในการดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยไม่กระทบกับต้นทุนการรักษาของโรงพยาบาลด้วย แต่อย่างไรก็ดี สำนักงานประกันสังคมยังให้ความสำคัญกับการควบคุมกำกับคุณภาพของโรงพยาบาล โดยในปี 2555 นี้ สำนักงานประกันสังคมได้จัดทีมคณะที่ปรึกษาทางการแพทย์และการพยาบาล ออกตรวจประเมินเวชระเบียน เน้นคุณภาพการรักษาพยาบาล การตรวจร่างกาย การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การวินิจฉัยโรคการรักษาการจ่ายยา ทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ดังนั้น ขอให้ผู้ประกันตนมั่นใจในระบบบริการทางการแพทย์ของสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะยังคงพัฒนาระบบการบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน 
     ......................................................................
กระทรวงแรงงาน สายด่วนประกันสังคม 1506 บริการ 24 ชั่วโมง หรือที่
www.sso.go.th



อ่าน : 6125




10 ข่าวในหมวดหมู่เดียวกัน

ประกันสังคม: เปลี่ยนสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ ประจำปี 2559 (10-01-2016)
ประกันสังคม: เปลี่ยนสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ (14-01-2014)
ประกันสังคมวชิระภูเก็ต ย้ายไปตรวจสุขภาพประจำปีที่ สาขาหยีเต้ง (17-04-2013)
เปลี่ยนสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ ปี 2556 (23-01-2013)
รัฐบาลเตรียมจัดทำบัตรสุขภาพเด็กไทยและต่างด้าวอายุ 0-6 ปี ให้สิทธิเด็กต่างด้าวได้รับบริการพื้นฐานที่จำเป็นเท่าเทียมเด็กไทย (29-08-2012)
ผู้ประกันตน เจ็บป่วยฉุกเฉิน เข้า รพ.ใกล้ที่สุด รักษาไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ไม่ต้องสำรองจ่าย (23-07-2012)