[x] ปิดหน้าต่างนี้
© 2007-2014 Vachira Phuket Hospital
header
Drop Down Menu
slideshow image
หากผู้รับบริการไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการ หรือมีข้อเสนอแนะ สามารถติดต่อได้ที่ 076-361234 ต่อ 1412 หรือ E-mail : crm@vachiraphuket.go.th”


เรื่อง : โรคเบาหวานในเด็ก และวัยรุ่น



3 ธ.ค. 2550 : 09:57 | 3 ธ.ค. 2550 : 09:57


 

โรคเบาหวานในเด็ก และวัยรุ่น (childhood diabetes) หมายถึง เบาหวานที่เกิดขึ้น หรือตรวจพบในคนที่มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ในประเทศไทยพบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับเบาหวานที่พบในผู้ใหญ่ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีข้อมูลว่ามีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่อ้วน ข้อมูลจากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2546 จากจำนวน
ผู้ป่วยทั้งหมด 9,419 คน พบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานในเด็ก และวัยรุ่นที่วินิจฉัยก่อนอายุ 18 ปี ร้อยละ 2.66 ของ
ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด

ในปัจจุบันพบว่าเด็กไทยเป็นโรคอ้วนมากขึ้น ซึ่งเด็กเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพันธุกรรม ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กที่เริ่มอ้วน และเด็กที่มีพ่อแม่เป็นโรคเบาหวานควรจะได้รับ
การตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับวิธีการป้องกันโรคอ้วน และโรคเบาหวาน พบว่าเด็กที่กินนมแม่มีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่กินนมผง ถึงแม้พ่อแม่ของเด็กจะมีประวัติเป็นโรคเบาหวานก็ตาม จึงแนะนำให้ลูกกินนมแม่ไปจนอายุ 1-2 ขวบหากเป็นไปได้

โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติของการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เนื่องจากมีระดับฮอร์โมนอินซูลินน้อยลง
กว่าปกติ หรือไม่มีเลย ทำให้เซลล์ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้
ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย สำหรับ
โรคเบาหวานในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และมีลักษณะแตกต่างจากเบาหวานผู้ใหญ่ คือ
เด็กโรคนี้มักผอม ในขณะที่ผู้ใหญ่มักจะอ้วน ตับอ่อนของเด็กโรคนี้จะไม่สร้างอินซูลินเลย แต่ของผู้ใหญ่พอสร้างได้บ้าง นอกจากนี้ โรคเบาหวานในเด็กยังควบคุมได้ยาก และต้องใช้ยาฉีดอินซูลินทุกวัน

อาการของโรคเบาหวานในเด็ก คือ ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมาก กระหายน้ำ และกินจุแต่ผอม มีอาการอ่อนเพลียบ่อย การดูแลเด็กโรคเบาหวาน ควรมีการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะบ่อยๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดขนาดยาฉีดอินซูลิน ถ้าเด็กมึนงง หรือหมดสติ ควรรีบให้กินน้ำตาล ถ้าเจ็บป่วยหรือเป็นแผล ควรรีบไปหาแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ ที่สำคัญคือผู้ป่วยและญาติควรมีความเข้าใจเรื่องโรคนี้อย่างดี เพื่อการควบคุมระดับน้ำตาล และอาการของโรคไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน ซึ่งจะทำให้ได้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติสุขเช่นเด็กทั่วๆ ไปได้

โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

  1. เบาหวานชนิดที่ 1
  2. เบาหวานชนิดที่ 2
  3. เบาหวานที่มีสาเหตุชัดเจน

ในปัจจุบันภาวะโภชนาการเกิน และการขาดการออกกำลังกายในเด็กวัยรุ่น ล้วนเป็นเหตุส่งเสริมให้อัตราการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ในเด็ก และวัยรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดที่สำรวจพบว่า เบาหวานในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี พบว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่งร้อยละ 78 และ ร้อยละ 18.4 เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เหลืออีกร้อยละ 3.6 เป็นเบาหวานชนิดอื่นๆ ต่างจากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2534-36 ที่เบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กและวัยรุ่นมีน้อยกว่าร้อยละ 5 จะเห็นว่าเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

เบาหวานชนิดที่ 1

  1. เบาหวานชนิดที่ 1 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ''โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน'' หมายถึง เบาหวานที่เกิดจากเบตาเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลาย ทำให้ผลิตอินซูลินลดลง ซึ่งส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจาก
    ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยร่างกายสร้างแอนติบอดี้ทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน และมีส่วนน้อยที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  2. พบได้ในทุกอายุ ส่วนใหญ่พบมากในวัยเรียน และวัยรุ่น พบน้อยในคนอายุมากกว่า 30 ปี
  3. ปัจจุบันมีการตรวจในหลายประเทศ พบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มักมีกลุ่มยีนที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าคนปกติ ในประเทศไทยยังมีการตรวจเรื่องนี้น้อย
  4. เมื่อเจ็บป่วยจะมีอาการชัดเจน ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำมาก น้ำหนักลด ภายในเวลาเป็นสัปดาห์ บางรายมีอาการรุนแรง อาเจียน ถ่ายเหลว หายใจหอบ ซึม มีไข้สูง อาการเหมือนติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบ หรือท้องเสียรุนแรง อาการดังกล่าวเรียกว่า “ภาวะคีโตอะซิโดสิส“
  5. การรักษาต้องให้อินซูลินฉีดทดแทนจึงจะดีขึ้น เบาหวานชนิดนี้ต้องรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลิน และ
    ต้องฉีดทุกวันไปตลอดชีวิต ถ้าขาดอินซูลินจะเกิดภาวะคีโตสิส ทำให้เป็นอันตรายได้

เบาหวานชนิดที่ 2

  1. เบาหวานชนิดที่ 2 เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ''โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน'' หมายถึง เบาหวานที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกับมีความผิดปกติในการหลั่งอินซูลิน มักสัมพันธ์กับภาวะอ้วน มีประวัติพันธุกรรมในครอบครัว พบมากในผู้ใหญ่
  2. ในปัจจุบันพบได้ในเด็กอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ที่อ้วน ไม่ออกกำลังกาย และมีพ่อ แม่ หรือปู่ย่าตายายเป็นโรคนี้ มีโอกาสเป็นมากขึ้น
  3. อาการอาจไม่ชัดเจน มักตรวจพบโดยบังเอิญ เวลามีไข้ ไม่สบาย หรือตรวจสุขภาพทั่วไป เหมือนในผู้ใหญ่
  4. ส่วนน้อยมีอาการปัสสาวะบ่อย ติดเชื้อตามผิวหนัง หรือ รุนแรงน้ำหนักลดลง อาเจียน หายใจหอบ
  5. การรักษากรณีรุนแรง หรือน้ำตาลสูง ต้องฉีดยาอินซูลินในระยะแรก เมื่อดีขึ้นสามารถรักษาด้วยยา
    รับประทานได้ กรณีอ้วนจำเป็นต้องลดน้ำหนัก ในรายที่ตรวจพบโดยบังเอิญ อ้วน สามารถรักษาด้วยยา
    รับประทานได้ ยกเว้นกรณีที่สงสัยไม่แน่ใจว่าเป็นชนิดที่ 1 หรือ 2 ควรเริ่มรักษาด้วยยาฉีดอินสุลิน

เบาหวานชนิดที่มีสาเหตุชัดเจน

  1. เบาหวานที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของอินซูลิน ความผิดปกติของการทำงานเบต้าเซลล์ หรือการหลั่งอินซูลินในตับอ่อน
  2. เกิดจากโรคธาลัสซีเมีย หรือการติดเชื้อบางชนิดทำให้ตับอ่อนถูกทำลาย เช่น หัดเยอรมัน คางทูม สุกใส
  3. ตับอ่อนถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์
  4. ความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด
  5. ยาบางชนิด
  6. พบในผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ และกลุ่มอาการเทอเนอร์

สาเหตุ

สาเหตุของโรคเบาหวานในเด็ก พบว่าโรคเบาหวานเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ และทำปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุด คือ อาหาร ถ้าขณะอยู่ในครรภ์มารดา เด็กได้รับอาหารไม่เพียงพอ เมื่อเกิดมาตัวเล็ก และพ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยนมผง จะทำให้เด็กโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มว่า เด็กคนนี้โตขึ้นมาจะกลายเป็นเด็กอ้วน และมีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวาน

อาการ

  1. ผู้ป่วยที่เริ่มเป็นเบาหวานจะมีอาการแตกต่างกันในแต่ละคน
  2. อาการเริ่มแรกที่พบบ่อยคือ ปัสสาวะบ่อยและมาก ดื่มน้ำมาก และน้ำหนักตัวลด
  3. ผู้ป่วยเด็กบางรายมีประวัติปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน หรือปัสสาวะทิ้งไว้มีมดตอม
  4. อาการและอาการแสดงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นประมาณ 1-2 เดือนก่อนมีภาวะคีโตอะซิโดสิสเกิดขึ้น ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีคีโตอะซิโดสิส เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันเมื่อเป็นไข้หวัดหรือการเจ็บป่วยอื่นๆ ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ วินิจฉัยใหม่มีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก โดยที่มีประวัติไข้หรือมีการติดเชื้อ โดยเฉพาะทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน จากนั้นมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว น้ำหนักลดลง คลื่นไส้ อาเจียน ขาดน้ำรุนแรง ปวดท้องมาก หายใจหอบลึก ความรู้สึกตัวลดลง ช็อค
    หมดสติ และอาจถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมทันท่วงที
  5. บ่อยครั้งที่พบว่าผู้ป่วยเบาหวานเด็กที่มีภาวะคีโตอะซิโดสิส ได้รับการวินิจฉัยผิดเป็นโรคอื่นที่ มีอาการคล้ายกัน เช่น อาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ ไวรัสลงกระเพาะเฉียบพลัน ทางเดินปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น ดังนั้น ควรคิดถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และภาวะคีโตอะซิโดสิสเสมอ เมื่อพบว่าผู้ป่วยเด็กมีอาการ
    ดังกล่าว ร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบมีภาวะกรดเมตะบอลิค

การวินิจฉัย

ข้อมูลที่ช่วยในการวินิจฉัยประกอบด้วย

  1. อาการ และอาการแสดงของโรคเบาหวาน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำบ่อย
    หิวบ่อย น้ำหนักตัว คลื่นไส้อาเจียนอ่อนเพลีย ซึม และหายใจหอบ เป็นต้น
  2. ตรวจพบระดับกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ กล่าวคือ fasting plasma glucose >126 มก./ดล.หรือ random plasma glucose >200 มก./ดล.
  3. ตรวจพบระดับสารคีโตนคั่งในร่างกาย
  4. ตรวจพบระดับอินซูลินหรือ c-peptide ต่ำในเลือด ในขณะที่มีภาวะน้ำตาลสูงในเลือดเมื่อแรกวินิจฉัยหรือก่อนให้การรักษา ร่วมกับการตรวจพบระดับ
    แอนติบอดีย์ต่อไอส์เล็ทบีตาเซลล์ (เช่น ICA, anti-GAD) เมื่อแรกวินิจฉัย
    หรือก่อนให้การรักษา

ข้อควรสังเกตในผู้ป่วยที่อาจจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

  1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอ้วนหรืออ้วนมาก และมีประวัติเบาหวานในครอบครัว อาการมักจะไม่ชัดเจนเหมือนใน
    เบาหวานชนิดที่ 1 มักตรวจพบโดยความบังเอิญเนื่องจากเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
    อาจมีประวัติทางเดินปัสสาวะอักเสบ และเป็นผื่นคันในร่มผ้า
  2. การตรวจร่างกายอาจพบรอยโรคที่ผิวหนัง ซึ่งมีลักษณะเป็นปื้นหนาและมีสีดำบริเวณรอบคอ รักแร้ และ
    ขาหนีบ ซึ่งพบได้บ่อยมากประมาณร้อยละ 60-90 ของเด็กวัยรุ่นที่เป็นโรคนี้
     
  3. ตรวจพบภาวะความดันเลือดสูง โดยพบได้ร้อยละ 20-30
  4. ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการภาวะคีโตอะซิโดสิสได้ มีรายงานพบว่าร้อยละ 42 ของผู้ป่วยตรวจพบมีคีโตนในปัสสาวะ และร้อยละ 25 มีภาวะคีโตอะซิโดสิสเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานครั้งแรก ซึ่งกลไกการเกิดภาวะคีโตอะซิโดสิสในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าภาวะดื้ออินซูลินที่นำไปสู่ภาวะน้ำตาลสูงในเลือดส่งผลทำให้ความสามารถในการหลั่งอินซูลินของเซลล์ตับอ่อนลดลง ซึ่งเป็นผลให้เกิดภาวะขาดอินซูลินชนิดสัมพัทธ์ และเมื่อผู้ป่วยมีการเจ็บป่วยเฉียบพลันเกิดขึ้นจะทำให้เกิดภาวะขาดอินซูลินรุนแรงขึ้น จนทำให้เกิดภาวะคีโตอะซิโดสิสได้เช่นเดียวกับในเบาหวานชนิดที่ 1
  5. ภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็กวัยรุ่นผิวดำอเมริกันและเชื้อชาติ hispanic มากกว่ากลุ่มผิวขาว สำหรับในเด็ก
    เอเชียยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

ระดับน้ำตาลในเลือด

ระดับน้ำตาลในเลือดปกติคือ น้อยกว่า 100 มก./ดล. การทดสอบระดับน้ำตาลในเลือดสามารถกระทำได้ 2 วิธี

  1. เจาะเลือดตรวจน้ำตาล หลังงดน้ำและอาหาร 8 ชั่วโมงจะถือว่าเป็นเบาหวาน ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดน้ำและอาหารมากกว่า 126 มก./ดล. แต่ถ้าอยู่ระหว่าง 100-125 มก./ดล. เรียกว่า ''เริ่มผิดปกติ''
  2. ให้กินกลูโคส และอีก 2 ชั่วโมง เจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล หลังกินกลูโคส คนปกติระดับน้ำตาลต้องน้อยกว่า 140 มก./ดล. ถ้าเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลมากกว่า 200 มก./ดล. ถ้าอยู่ระหว่าง 140-199 มก./ดล. ถือว่าเริ่มมีความผิดปกติแล้ว
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ


เข้าชม : 20723



5 เรื่องล่าสุดใน หมวด สุขภาพน่ารู้